เมื่อก่อนก็เป็นพวกบ้าสมบัติเหมือนกัน เจออะไรก็เก็บหมด จนมันรกเต็มห้องแทบจะไม่มีที่เดิน
ตอนไปเรียนที่อเมริกาก็ยิ่งเข้าทาง มันมีเว็บ ebay.com ที่มีของให้เลือกช้อปได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น ก็ยิ่งซื้อมาสะสมอย่างบ้าคลั่ง
สุดท้ายมาฟังบรรยายของคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ตอนนั้นเค้าเพิ่งจะเริ่มดังใหม่ๆ จากหนังสือเข็มทิศชีวิต เค้าพูดไว้โดนใจมากในเรื่องสิ่งของ เค้าพูดถึงรถเบ๊นซ์ของเค้าที่เค้าอยากจะได้มันมากๆ จนวันที่เค้าได้มันมาจริงๆ เค้าก็ดีใจสุดๆ แต่แล้วความรู้สึกนั้นมันก็หายไปในเวลาไม่นาน
เราก็ย้อนดูตัวเอง แล้วก็พบว่าเป็นอาการเดียวกัน แม้ว่ารถของเราจะเป็นแค่รถโมเดลของเล่น แต่ความอยากได้มันก็คงไม่ต่างกัน ตอนที่อยากได้นี่มันก็เฝ้าค้นหาทุกวัน หาที่ราคาถูกที่สุดให้ได้ แล้วพอสั่งซื้อปุ๊บ แล้วของมาส่งถึงบ้าน ก็ดีใจ แกะออกมาชื่นชม ลูบคลำมันอยู่นั่น แต่แล้วไม่นาน ความรู้สึกดีดีนั้นมันก็หายไป แล้วก็เริ่มมองหาคันต่อไป เป็นอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น
แล้วพอหันมามองข้าวของในบ้านก็พบว่ามันมีเยอะเกินความจำเป็นไปมากๆ แล้วเราก็ไม่มีเวลาไปเล่น ไปดูแลมัน ฝุ่นก็จับ แล้วสุดท้ายมันก็ไม่เคยให้ความสุขกับเราได้แบบวันแรกอีกเลย
หลายคนที่สะสมของก็อาจจะคิดว่าสะสมไปเพื่อเก็งกำไรในอนาคต ผมว่ามันก็มีสิทธิ์ที่มันจะกลายเป็นของมีราคาขึ้นมา แต่มันก็ยากมากๆ มันคุ้มกันหรือกับการที่เราต้องเอาพื้นที่บ้าน พื้นที่ห้อง มาเก็บของที่มันอาจจะไม่ได้มีราคาเลยในอนาคต เพราะไม่มีใครต้องการมัน สุดท้ายเราก็อาจจะต้องขายมันในราคาถูกๆ
ผมจึงค่อยๆ เริ่มทะยอยขายของที่สะสมไว้ ทางเว็บ ebay เหมือนตอนที่ซื้อมันมา ใจนึงก็แอบเสียดายเหมือนกันนะ แต่พอเริ่มเห็นห้องโล่งๆ ก็รู้สึกดีเหมือนกัน
โชคดีที่ตอนนั้นกำลังจะกลับไทยแล้ว ก็เลยโล่งข้าวของที่สะสมไว้ออกไปแทบหมดเลย เหลือกลับไทยแค่กระเป๋าสองใบใหญ่ เหมือนตอนที่มาครั้งแรก
แล้วจุดเปลี่ยนอีกสองครั้งก็เกิดขึ้นจากการที่ต้องย้ายบ้านนี่แหละ การย้ายบ้านมีข้อดีมากๆ ตรงที่มันทำให้เราต้องเอาของทั้งหมดออกมาใส่กล่องเพื่อขนย้าย มันก็ทำให้เราเห็นเลยว่าเรามีข้าวของเยอะมากแค่ไหน
ตอนย้ายบ้านนี่ทำให้เราตัดใจทิ้งหนังสือการ์ตูน และนิตยสารเยอะแยะมากมายออกไปได้
จุดเปลี่ยนของการเลิกสะสมอีกครั้งก็ตอนที่เกิดวิกฤตน้ำท่วมตอนปี 2554 ตอนนั้นน้ำมันค่อยๆ ท่วมไล่มาตั้งแต่ภาคเหนือ เราก็พอเห็นละ เราก็เลยมีเวลาขนข้าวของจากชั้น 1 ขึ้นไปไว้บนชั้น 2 มันทำให้เราเห็นอีกเลยว่า ของมันเยอะเกินความจำเป็นไปมากๆ ขนอยู่คนเดียว เหนื่อยสุดๆ
จนสุดท้ายต้องอพยพออกจากบ้านไปอยู่บ้านพ่อกับแม่ที่ชัยนาทเดือนนึงเต็มๆ กลับมาอีกทีสภาพบ้านแย่มากๆ จนต้องบูรณะซ่อมแซมกันยกใหญ่ ตั้งแต่วันนั้นเราก็ตั้งใจเลยว่าจะเลิกสะสมข้าวของแล้ว มันไม่ไหวจริงๆ มันไม่คุ้มกันเลยกับชีวิตที่เราต้องเสียไปกับข้าวของมากมายที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไร แค่วางเอาไว้โชว์ ซึ่งพอมันเยอะๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยอะไรเลย
เอาเวลาไปทำอย่างอื่นน่าจะมีประโยชน์มากกว่านะ
ตอนไปเรียนที่อเมริกาก็ยิ่งเข้าทาง มันมีเว็บ ebay.com ที่มีของให้เลือกช้อปได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น ก็ยิ่งซื้อมาสะสมอย่างบ้าคลั่ง
สุดท้ายมาฟังบรรยายของคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ตอนนั้นเค้าเพิ่งจะเริ่มดังใหม่ๆ จากหนังสือเข็มทิศชีวิต เค้าพูดไว้โดนใจมากในเรื่องสิ่งของ เค้าพูดถึงรถเบ๊นซ์ของเค้าที่เค้าอยากจะได้มันมากๆ จนวันที่เค้าได้มันมาจริงๆ เค้าก็ดีใจสุดๆ แต่แล้วความรู้สึกนั้นมันก็หายไปในเวลาไม่นาน
เราก็ย้อนดูตัวเอง แล้วก็พบว่าเป็นอาการเดียวกัน แม้ว่ารถของเราจะเป็นแค่รถโมเดลของเล่น แต่ความอยากได้มันก็คงไม่ต่างกัน ตอนที่อยากได้นี่มันก็เฝ้าค้นหาทุกวัน หาที่ราคาถูกที่สุดให้ได้ แล้วพอสั่งซื้อปุ๊บ แล้วของมาส่งถึงบ้าน ก็ดีใจ แกะออกมาชื่นชม ลูบคลำมันอยู่นั่น แต่แล้วไม่นาน ความรู้สึกดีดีนั้นมันก็หายไป แล้วก็เริ่มมองหาคันต่อไป เป็นอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น
แล้วพอหันมามองข้าวของในบ้านก็พบว่ามันมีเยอะเกินความจำเป็นไปมากๆ แล้วเราก็ไม่มีเวลาไปเล่น ไปดูแลมัน ฝุ่นก็จับ แล้วสุดท้ายมันก็ไม่เคยให้ความสุขกับเราได้แบบวันแรกอีกเลย
หลายคนที่สะสมของก็อาจจะคิดว่าสะสมไปเพื่อเก็งกำไรในอนาคต ผมว่ามันก็มีสิทธิ์ที่มันจะกลายเป็นของมีราคาขึ้นมา แต่มันก็ยากมากๆ มันคุ้มกันหรือกับการที่เราต้องเอาพื้นที่บ้าน พื้นที่ห้อง มาเก็บของที่มันอาจจะไม่ได้มีราคาเลยในอนาคต เพราะไม่มีใครต้องการมัน สุดท้ายเราก็อาจจะต้องขายมันในราคาถูกๆ
ผมจึงค่อยๆ เริ่มทะยอยขายของที่สะสมไว้ ทางเว็บ ebay เหมือนตอนที่ซื้อมันมา ใจนึงก็แอบเสียดายเหมือนกันนะ แต่พอเริ่มเห็นห้องโล่งๆ ก็รู้สึกดีเหมือนกัน
โชคดีที่ตอนนั้นกำลังจะกลับไทยแล้ว ก็เลยโล่งข้าวของที่สะสมไว้ออกไปแทบหมดเลย เหลือกลับไทยแค่กระเป๋าสองใบใหญ่ เหมือนตอนที่มาครั้งแรก
แล้วจุดเปลี่ยนอีกสองครั้งก็เกิดขึ้นจากการที่ต้องย้ายบ้านนี่แหละ การย้ายบ้านมีข้อดีมากๆ ตรงที่มันทำให้เราต้องเอาของทั้งหมดออกมาใส่กล่องเพื่อขนย้าย มันก็ทำให้เราเห็นเลยว่าเรามีข้าวของเยอะมากแค่ไหน
ตอนย้ายบ้านนี่ทำให้เราตัดใจทิ้งหนังสือการ์ตูน และนิตยสารเยอะแยะมากมายออกไปได้
จุดเปลี่ยนของการเลิกสะสมอีกครั้งก็ตอนที่เกิดวิกฤตน้ำท่วมตอนปี 2554 ตอนนั้นน้ำมันค่อยๆ ท่วมไล่มาตั้งแต่ภาคเหนือ เราก็พอเห็นละ เราก็เลยมีเวลาขนข้าวของจากชั้น 1 ขึ้นไปไว้บนชั้น 2 มันทำให้เราเห็นอีกเลยว่า ของมันเยอะเกินความจำเป็นไปมากๆ ขนอยู่คนเดียว เหนื่อยสุดๆ
จนสุดท้ายต้องอพยพออกจากบ้านไปอยู่บ้านพ่อกับแม่ที่ชัยนาทเดือนนึงเต็มๆ กลับมาอีกทีสภาพบ้านแย่มากๆ จนต้องบูรณะซ่อมแซมกันยกใหญ่ ตั้งแต่วันนั้นเราก็ตั้งใจเลยว่าจะเลิกสะสมข้าวของแล้ว มันไม่ไหวจริงๆ มันไม่คุ้มกันเลยกับชีวิตที่เราต้องเสียไปกับข้าวของมากมายที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไร แค่วางเอาไว้โชว์ ซึ่งพอมันเยอะๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยอะไรเลย
เอาเวลาไปทำอย่างอื่นน่าจะมีประโยชน์มากกว่านะ