วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สะสมไปทำไม?

เมื่อก่อนก็เป็นพวกบ้าสมบัติเหมือนกัน เจออะไรก็เก็บหมด จนมันรกเต็มห้องแทบจะไม่มีที่เดิน

ตอนไปเรียนที่อเมริกาก็ยิ่งเข้าทาง มันมีเว็บ ebay.com ที่มีของให้เลือกช้อปได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น ก็ยิ่งซื้อมาสะสมอย่างบ้าคลั่ง

สุดท้ายมาฟังบรรยายของคุณฐิตินาถ ณ​ พัทลุง ตอนนั้นเค้าเพิ่งจะเริ่มดังใหม่ๆ จากหนังสือเข็มทิศชีวิต เค้าพูดไว้โดนใจมากในเรื่องสิ่งของ เค้าพูดถึงรถเบ๊นซ์ของเค้าที่เค้าอยากจะได้มันมากๆ จนวันที่เค้าได้มันมาจริงๆ เค้าก็ดีใจสุดๆ แต่แล้วความรู้สึกนั้นมันก็หายไปในเวลาไม่นาน

เราก็ย้อนดูตัวเอง แล้วก็พบว่าเป็นอาการเดียวกัน แม้ว่ารถของเราจะเป็นแค่รถโมเดลของเล่น แต่ความอยากได้มันก็คงไม่ต่างกัน ตอนที่อยากได้นี่มันก็เฝ้าค้นหาทุกวัน หาที่ราคาถูกที่สุดให้ได้ แล้วพอสั่งซื้อปุ๊บ แล้วของมาส่งถึงบ้าน ก็ดีใจ แกะออกมาชื่นชม ลูบคลำมันอยู่นั่น แต่แล้วไม่นาน ความรู้สึกดีดีนั้นมันก็หายไป แล้วก็เริ่มมองหาคันต่อไป เป็นอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น

แล้วพอหันมามองข้าวของในบ้านก็พบว่ามันมีเยอะเกินความจำเป็นไปมากๆ แล้วเราก็ไม่มีเวลาไปเล่น ไปดูแลมัน ฝุ่นก็จับ แล้วสุดท้ายมันก็ไม่เคยให้ความสุขกับเราได้แบบวันแรกอีกเลย

หลายคนที่สะสมของก็อาจจะคิดว่าสะสมไปเพื่อเก็งกำไรในอนาคต ผมว่ามันก็มีสิทธิ์ที่มันจะกลายเป็นของมีราคาขึ้นมา แต่มันก็ยากมากๆ มันคุ้มกันหรือกับการที่เราต้องเอาพื้นที่บ้าน พื้นที่ห้อง มาเก็บของที่มันอาจจะไม่ได้มีราคาเลยในอนาคต เพราะไม่มีใครต้องการมัน สุดท้ายเราก็อาจจะต้องขายมันในราคาถูกๆ

ผมจึงค่อยๆ เริ่มทะยอยขายของที่สะสมไว้ ทางเว็บ ebay เหมือนตอนที่ซื้อมันมา ใจนึงก็แอบเสียดายเหมือนกันนะ แต่พอเริ่มเห็นห้องโล่งๆ ก็รู้สึกดีเหมือนกัน

โชคดีที่ตอนนั้นกำลังจะกลับไทยแล้ว ก็เลยโล่งข้าวของที่สะสมไว้ออกไปแทบหมดเลย เหลือกลับไทยแค่กระเป๋าสองใบใหญ่ เหมือนตอนที่มาครั้งแรก

แล้วจุดเปลี่ยนอีกสองครั้งก็เกิดขึ้นจากการที่ต้องย้ายบ้านนี่แหละ การย้ายบ้านมีข้อดีมากๆ ตรงที่มันทำให้เราต้องเอาของทั้งหมดออกมาใส่กล่องเพื่อขนย้าย มันก็ทำให้เราเห็นเลยว่าเรามีข้าวของเยอะมากแค่ไหน

ตอนย้ายบ้านนี่ทำให้เราตัดใจทิ้งหนังสือการ์ตูน และนิตยสารเยอะแยะมากมายออกไปได้

จุดเปลี่ยนของการเลิกสะสมอีกครั้งก็ตอนที่เกิดวิกฤตน้ำท่วมตอนปี 2554 ตอนนั้นน้ำมันค่อยๆ ท่วมไล่มาตั้งแต่ภาคเหนือ เราก็พอเห็นละ เราก็เลยมีเวลาขนข้าวของจากชั้น 1 ขึ้นไปไว้บนชั้น 2 มันทำให้เราเห็นอีกเลยว่า ของมันเยอะเกินความจำเป็นไปมากๆ ขนอยู่คนเดียว เหนื่อยสุดๆ

จนสุดท้ายต้องอพยพออกจากบ้านไปอยู่บ้านพ่อกับแม่ที่ชัยนาทเดือนนึงเต็มๆ กลับมาอีกทีสภาพบ้านแย่มากๆ จนต้องบูรณะซ่อมแซมกันยกใหญ่ ตั้งแต่วันนั้นเราก็ตั้งใจเลยว่าจะเลิกสะสมข้าวของแล้ว มันไม่ไหวจริงๆ มันไม่คุ้มกันเลยกับชีวิตที่เราต้องเสียไปกับข้าวของมากมายที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไร แค่วางเอาไว้โชว์ ซึ่งพอมันเยอะๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยอะไรเลย

เอาเวลาไปทำอย่างอื่นน่าจะมีประโยชน์มากกว่านะ

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ไปต่างประเทศแบบไม่โหลดกระเป๋า

เพิ่งทดลองการไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบไม่โหลดกระเป๋า คือแพ็คของทุกอย่างใส่ในเป้แล้วแบกขึ้นเครื่องไปเลย แต่การทดลองครั้งนี้ก็ถือว่าธรรมดา เพราะไปแค่สามวันสองคืน แต่เสื้อผ้าที่เอาใส่กระเป๋าไปก็เผื่อไว้เยอะเหมือนกันนะ เพราะเอาเสื้อไปถึง 6 ตัว + เสื้อนอน 1 ตัว แต่กางเกงนี่เอาไปแค่ขาสั้น 1 ตัว และกางเกงยีนส์ใส่ทั้งวันไปและกลับ

รวมกลับมาแล้วก็เหลือเสื้อที่ยังไม่ได้ใส่ 1 ตัว ก็ถือว่ากำลังพอดีๆ แต่กระเป๋าตอนขากลับก็ไม่ได้ล้นอะไรนะ เพราะของฝากที่ซื้อมาก็สามารถยัดใส่กระเป๋าได้ จะมีก็แต่ขนมต่างๆ ที่ซื้อที่สนามบิน อันนั้นต้องใส่ถุงแยกออกมา เพราะเยอะเกิน

คิดว่าคราวหน้าจะลองแบบนี้ดูอีก เพราะรู้สึกว่ามันทำให้เราต้องคิดในการเลือกข้าวของมากขึ้น ทำให้เราจะใส่ใจกับการเลือกมากๆ เพราะมันจะมีผลกับน้ำหนักที่เราต้องแบกไป ซึ่งอาจจะยาวนานทั้งวันเลยก็เป็นได้

แต่ถ้าคราวหน้าไปทริปที่ยาวกว่านี้อาจจะต้องคิดเรื่องการซักเสื้อผ้าไว้ด้วย ถ้าซักได้เราก็จะได้ไม่ต้องแบกเยอะ

ไม่ซื้อของใหม่ 6 เดือน

อันนี้เป็นบทความ What I've Learn From Not Buying Anything For the Past 6 Months ที่มาเล่าเรื่องการทดลองไม่ซื้อของใช้ใหม่เป็นเวลา 6 เดือน ยกเว้นพวกของจำเป็นต่างๆ

เราก็เลยคิดว่าน่าสนใจก็เลยลองบ้าง เริ่มเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2561 จะไปสิ้นสุดเมื่อ 23 ธันวาคม 2561

แต่ผ่านมาเดือนนึงนี่ก็มีซื้อของใหม่ไปเยอะเหมือนกันนะ แต่ก็จะไม่ใช่ของใหญ่ หรือของไม่จำเป็นอะไรแบบแต่ก่อน คือจะคิดมากขึ้นเยอะ อย่างหนังสือนี่ก็แทบไม่ได้ซื้อละ

อย่างล่าสุดที่ไปญี่ปุ่นมา 3 วัน ของที่ซื้อสำหรับตัวเองจริงๆ มีแค่

  1. แว่น 3D VR ร้าน 100 yen
  2. กาจาปองเป็นที่ใส่หุ้มกันสายงอ 200 yen
  3. วาซาบิหลอด ร้าน 100 yen
ที่เหลือก็จะเป็นของที่ซื้อไปฝากคนอื่นทั้งนั้น ซึ่งมาคิดๆ ดูแล้วของที่ซื้อมาทั้ง 3 อย่างก็ไม่ได้เป็นของที่จำเป็นต้องซื้อเอาซะเลยนะ แต่ก็ซื้อเพราะโดนบรรยากาศของการไปเที่ยวต่างประเทศมันหลอก ทำให้ต้องมีของติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง กลัวความรู้สึกเสียดาย

ยังดีที่อดใจไม่ซื้อกันดั้มกลับมาได้ เพราะเป็นสิ่งที่ปกติเราจะห้ามใจได้ยาก เนื่องจากไปถึงแหล่ง แล้วมันก็ราคาถูกมากด้วย

แต่ไปญี่ปุ่นคราวนี้ก็มีไปเดินหารองเท้า New Balance Minimus อยู่นะ ชั่งใจอยู่ว่าถ้าเจอจะซื้อดีไหม เพราะเจ้า Skora ที่ใส่อยู่ก็ยังโอเคอยู่ ดีที่เดินเข้าไปถามอยู่ 5 ร้านย่านอาเมโยโกะแล้วไม่มีเลยซักร้าน 

ก็ถือว่าโชคดีที่ยังไม่เจอ และโชคดีที่มันเป็นรองเท้าที่หายากมาก มันก็ทำให้เราต้องใช้รองเท้าที่มีให้คุ้มที่สุด อย่าเพิ่งพังซะก่อนนะเจ้า Skora!

** ล่าสุดพลาดซื้อรองเท้าไปสองคู่ ซื้อกางเกงยีนส์ไปสองตัว แหะๆ มันยากจริงๆ

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กินน้อย

เรื่องอาหารนี่เป็นปัญหาใหญ่ของโลก เพราะมนุษย์และสัตว์ทุกชนิดต้องการอาหาร แต่มนุษย์ในยุคนี้กลับบริโภคกันมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความเจริญของระบบอุตสาหกรรม ทำให้การผลิตและขนส่งอาหารทำได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น

มันทำให้มนุษย์ในเมืองอย่างเราซื้อหาอาหารได้ง่ายมากๆ พอหาได้ง่ายเราก็ไม่ค่อยเห็นคุณค่าของอาหาร กินทิ้งกินขว้างกันได้โดยไม่คิดอะไร และด้วยระบบของบริโภคนิยมที่อยากให้คนบริโภคเยอะๆ ก็ยิ่งกระตุ้นให้เรายิ่งใช้เงินซื้อของและอาหารมากเกินความจำเป็นอย่างมากมาย

ปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารจึงอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตถ้าเราไม่ปรับการบริโภคของเรา

การกินน้อยอาจจะเป็นทางออกของปัญหานี้ การกินน้อยอาจจะไม่ใช่การกินน้อยจนร่างกายขาดสารอาหาร แต่เป็นการกินที่พอดีกับความต้องการของร่างกายมากกว่า

เหมือนอย่างพระที่ท่านจะฉันอาหารได้แค่ช่วงเช้าก่อนเที่ยงวันเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะฉันได้แต่น้ำปานะ

ซึ่งร่างกายของพระก็ไม่ได้ขาดสารอาหารแต่อย่างใด (และถ้าฉันประเภทมันๆ ทอดๆ ก็ยังอ้วนได้เหมือนคนทั่วไป)

ดังนั้นถ้าเราหันมาลดปริมาณการบริโภคอาหารลงคนละหน่อย อาหารก็น่าจะยังพอให้กับทุกๆ คนได้

โรคร้ายต่างๆ ที่เกิดจากการบริโภคที่มากเกินความจำเป็นก็จะลดลงไปด้วย

มีแต่ข้อดีว่าไหมครับ?

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

วิ่งเท้าเปล่า

ผมมักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่า "การวิ่งเป็นกีฬาที่ใช้อุปกรณ์น้อยมากๆ แค่คุณมีรองเท้าแค่คู่เดียวก็ออกไปวิ่งได้แล้ว"

แต่ตอนนี้ผมพบแล้วว่าการวิ่งไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ใดๆ เลยก็ยังได้ เพราะเราสามารถวิ่งเท้าเปล่าได้เลยนะเออ

และการวิ่งเท้าเปล่าก็เป็นการวิ่งที่จะทำให้เราวิ่งได้อย่างเป็นธรรมชาติ และมันกลับทำให้เราบาดเจ็บน้อยลงด้วย เพราะการวิ่งเท้าเปล่าจะทำให้เราต้องใช้ปลายเท้าในการวิ่ง ซึ่งมันจะทำให้เราต้องใช้กล้ามเนื้อของเรารับแรงกระแทก แต่ถ้าเราใส่รองเท้าที่มีส้นหนาๆ แล้วเราวิ่งเอาส้นเท้าลงพื้น นั่นจะทำให้เราบาดเจ็บที่หัวเข่าได้ เหมือนที่ผมเคยมีปัญหาเจ็บเข่าขณะที่วิ่ง จนเข็ดขยาดไม่กล้าวิ่งไปพักใหญ่ แต่พอได้มาลองวิ่งแบบเท้าเปล่า(แต่ก็ขอใส่รองเท้าแบบพื้นบาง zero drop) อาการเจ็บเข่าก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย

ก่อนหน้านี้ผมก็ยังใส่ถุงเท้าวิ่ง แต่หลังจากลองถอดถุงเท้าออก มันก็กลับทำให้ผมวิ่งได้อย่างสบายมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนนี้ก็เลยเลิกใส่ถุงเท้าตอนวิ่งไปแล้วครับ

ก็หวังว่าอีกหน่อยผมจะกล้าพอที่ถอดรองเท้าแล้วออกไปวิ่งแบบที่เคยทำมาแล้วครั้งนึง

อ่านหนังสือทีละเล่ม

ผมเป็นคนชอบซื้อหนังสือเอามากๆ มีหนังสือเต็มตู้ ตอนซื้อแต่ละเล่มมานี่ก็อยากจะอ่านมากๆ แต่พอผ่านไปได้ซักพักก็อ่านได้ไม่ถึงครึ่งเล่ม

ตอนนี้หลังจากอ่าน The ONE Thing แล้วก็เลยเปลี่ยนมาอ่านไปทีละเล่ม มันทำให้ผมอ่านหนังสือจบได้ แม้ว่าเล่มมันจะหนาถึง 600 กว่าหน้า

ผมยังจำได้สมัยที่เริ่มต้นทำงานใหม่ๆ หลังจากเรียนจบ สมัยนั้นจะมีโปรแกรม Macromedia Flash ซึ่งตอนผมใช้มันจะเป็น version 4 แล้วในสมัยนั้นยังไม่มีคนเขียนหนังสือสอนการใช้โปรแกรมนี้ ผมก็เลยพิมพ์คู่มือออกมาจาก Help ของโปรแกรม แล้วก็อ่านมันอยู่นั่นแหละเล่มเดียว นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้รู้ถึงการใช้งานโปรแกรม Flash ได้ลึกซึ้งพอที่จะสร้างเกมออกมาได้เลยทีเดียว

แต่พอมาในยุคที่หนังสือออกมาเยอะมากๆ น่าอ่านไปซะทุกเล่ม แถมยังมี e-Book ที่เราสามารถดาวน์โหลดมาอ่านได้จากบนโทรศัพท์มือถือ มันก็สะดวกสุดๆ แต่สุดท้ายผมก็แทบอ่านไม่จบเอาเลยซักเล่ม

แต่นับจากนี้ผมจะลองค่อยๆ อ่านมันไปทีละเล่ม ไม่รีบไม่ร้อน ผมเชื่อว่าแม้ผมจะอ่านได้ไม่กี่เล่มในแต่ละปี แต่มันก็จะทำให้ผมไม่ต้องไปเปลืองเงินกับการซื้อหนังสือมาวางใส่ตู้ให้ฝุ่นจับอีกต่อไป 

น้อยแต่มีคุณภาพ

ถึงแม้ว่าของที่เรามีมันจะน้อย แต่ถ้าของที่เรามีนั้นมันมีแต่ของที่มีคุณภาพ ผมก็เชื่อว่าการมีน้อยมันกลับทำให้เราใช้ทุกอย่างได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด

หรือแม้แต่เรื่องของการใช้เวลาในเรื่องต่างๆ ถึงเราจะมีเวลาทำมันน้อยมากในวันๆ นึง แต่ถ้าเราโฟกัสกับมันได้มาก คือไม่เสียเวลาไปกับสิ่งรบกวนอื่นๆ การใช้เวลาในการทำเรื่องต่างๆ มันก็จะมีคุณภาพมาก

ทำไมต้องน้อย

บล็อกนี้ตั้งใจเอามาเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับ Minimalist ในแบบของเราโดยเฉพาะ

ตั้งแต่เราได้รู้จักกับพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง และได้ลองเข้าปฏิบัติธรรมระยะ 7-15 วัน ก็เริ่มสนใจชีวิตความเป็นอยู่แบบพระ ที่กินน้อย มีของน้อย พูดน้อย (ไปเข้าคอร์สเค้าจะห้ามพูด กินสองมื้อ ใส่แค่ชุดขาว)

แล้วยิ่งได้มาอ่านหนังสืออย่าง ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ของคุณมาริเอะ คนโดะ ก็เริ่มมีแนวทางในการปรับชีวิตให้ง่ายมากขึ้น จากการที่จัดบ้าน มีเฉพาะของที่ทำให้เรามีความสุขเท่านั้น

และอีกเล่มที่จุดประกายมากๆ คือ อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป เขียนโดย ฟุมิโอะ ซาซากิ  มันยิ่งทำให้เราเห็นแนวทางของ Minimalist ชัดมากขึ้น

และเล่มล่าสุดที่ช่วยสอนให้เราโฟกัสไปที่สิ่งๆ เดียว คือ ได้ทุกสิ่งด้วยสิ่งเดียว (The One Thing) เขียนโดย Gary Keller และ Jay Papasan

เราจึงอยากจะรวบรวมแนวทาง และที่มาของความคิดของเราในตอนนี้ว่าทำไมต้อง"น้อย" แล้ว "น้อย" มันดียังไง?

เราไม่มี Brand Loyalty

ได้รับจดหมายข่าวจาก The Minimalists เรื่อง Brand Loyalty อ่านต่อที่เว็บ   เค้าบอกว่าเค้าไม่มีความจงรักภักดีกับแบรนด์ใดแบรนด์นึง เค้าเลือกใช้...