วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565

ทำไมเราถึงกลายมาเป็นคนที่ชอบของน้อย ๆ แบบตอนนี้

 พอดีว่าไปเจอคลิปใน YouTube เค้ามาเล่าถึงชีวิตในการเป็น Minimalist มา 10 ปี เราฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีความตรงกับชีวิตเราในหลาย ๆ เรื่อง ก็เลยอยากจะมาเขียนบันทึกเอาไว้บ้างว่าทำไมเราถึงสนใจเรื่องการมีของน้อย ๆ ในชีวิตแบบตอนนี้

(เคยเขียนไว้ครั้งนึง สะสมไปทำไม? )

เมื่อก่อนสมัยวัยรุ่น เราเองก็เป็นคนที่มีข้าวของเยอะมาก ๆ เรียกว่าไปดูรูปห้องเก่า ๆ ตอนนี้ตกใจมากว่าอยู่ไปได้อย่างไร แต่เราก็เข้าใจนะ เพราะยุคที่มันมีสินค้าออกมาขายล่อตาล่อใจทุกวันเนี่ย มันก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่นั่นขนาดยังไม่มีอินเทอร์เน็ตแบบสมัยนี้นะ คือวัยรุ่นก็คงจะเป็นวัยที่อยากมีนั่นอยากมีนี่เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีค่ามากขึ้น แต่ด้วยขนาดห้องที่จำกัดมันก็ไม่สามารถจะมีของทุกอย่างได้ 

เราเองสมัยนั้นก็ชอบสะสมหนังสือการ์ตูน ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่เล่มที่หยิบมาอ่านรอบสอง ส่วนมากก็จะเก็บอยู่ในชั้นหนังสือนั่นแหละ แล้วเราก็ชอบโมเดลต่าง ๆ ก็มีหมด ทั้งรถยนต์ หุ่นยนต์ Gundam ที่มีหลายตัวเลย สุดท้ายก็ไม่ได้ต่อเพราะเสียดาย แล้วพอสุดท้ายจริง ๆ ก็ยกให้เพื่อนไปหมดเลย

การสะสมข้าวของของเราไปหนักเอาช่วงที่ไปเรียนที่อเมริกา แล้วได้ใช้ ebay.com ช่วงนั้นก็จะสั่งสินค้าเยอะมาก เพราะมันง่าย พวกรถเหล็กนี่เราสั่งมาหลายสิบคัน แล้วไหนจะไปซื้อตามห้างอีก มันสนุกจริง ๆ 

แต่จุดเปลี่ยนจุดแรกก็มาจากการได้ฟังเรื่องราวของคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง ที่เริ่มปฏิบัติธรรมกับคุณแม่สิริ กริณชัย แล้วก็ได้เข้าใจธรรมะเบื้องต้นว่าข้าวของต่าง ๆ ไม่ได้ให้ความสุขที่แท้จริง 

เราก็หันกลับมามองพวกของเล่นทั้งหลายที่เราสะสมเอาไว้ มันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ มันให้ความสุขกับเราจริง ๆ แค่ตอนที่เราได้มันมา (เอาจริง ๆ มันก็ไม่ใช่ความสุขด้วย มันคือการที่ความทุกข์จากการอยากได้มันได้หายไปเท่านั้นเอง) พอเห็นแบบนั้นเราก็เลยรู้สึกเลยว่ามันไม่ใช่ละ ชีวิตแบบนี้ เราก็เลยเริ่มลงขายพวกของที่ซื้อมาทาง ebay.com น่ะแหละ หลายอย่างที่ไม่คุ้มจะขายก็เอาไปบริจาค

แล้วพอกลับมาที่ไทย เราก็ต้องมาย้ายบ้านอีก จริง ๆ ชีวิตเราต้องย้ายบ้านมาหลายครั้งมากแล้ว แต่ตอนเด็ก ๆ เราก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่ามันลำบากแค่ไหน พอโตมาต้องจัดการกับข้าวของของตัวเองก็ถึงได้รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่สนุกเอาซะเลยในการที่เรามีข้าวของเยอะ ๆ ช่วงย้ายบ้านก็เป็นการโละข้าวของแบบเยอะมากจริง ๆ ของสะสมทั้งหลายก็แทบจะไม่เหลือเลย 

แล้วก็มาเจอกับน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ครั้งนั้นก็ทำให้เราเห็นอีกว่าการมีข้าวของที่ไม่จำเป็นทำให้ชีวิตลำบากแค่ไหน เมื่อต้องขนของหนีน้ำ ยังดีที่น้ำมาแบบมีเวลาตั้งตัว ทำให้เรามีเวลาพอที่จะขนของขึ้นไปอยู่บนชั้น 2 ได้ทัน แต่นั่นก็ทำให้เราเหนื่อยกับข้าวของมากเลยจริง ๆ หลังน้ำลดเราก็เลยได้เวลากำจัดข้าวของออกไปอีก

หลังจากที่เราเริ่มศึกษาธรรมะมากขึ้น เราก็เริ่มมีความคิดที่อยากจะค่อย ๆ ลดข้าวของลงไปเรื่อย ๆ จนถึงวันที่เราตาย เราตั้งใจจะไม่มีสมบัติอะไรเลย มันคือการใช้ชีวิตแบบพระ ที่เป็นการใช้ชีวิตในอุดมคติของเรามาก ๆ

หลังจากนั้นเราได้มาอ่านหนังสือ ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ของคุณคนโดะ มาริเอะ เล่มนี้ชี้ให้เห็นวิธีในการกำจัดข้าวของที่ไม่จำเป็นในชีวิตออกไปอย่างมีระบบ แม้ว่าเราจะไม่ได้มีโอกาสทำการจัดบ้านแบบในหนังสือ แต่เราก็ได้เอาวิธีการจัดเรียงข้าวของมาใช้ ทำให้ชีวิตสะดวกและเรียบง่ายขึ้น

หลังจากนั้นก็มาเจอหนังสือ อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป ของคุณฟูมิโอะ ซาซากิ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Minimalist โดยเฉพาะเลย เล่มนี้ชี้ให้เห็นข้อดีของการเป็น Minimalist แบบชัดเจนมาก เรารู้สึกเลยว่ามันใช่มาก ๆ การมีข้าวของน้อย ๆ มีประโยชน์กับชีวิตจริง ๆ เราก็ค่อย ๆ บริจาคข้าวของต่าง ๆ ออกไป

มาถึงช่วงที่ต้องขายบ้าน นี่ก็เป็นจุดที่ทำให้เราตัดใจทิ้งข้าวของไปเยอะมาก เพราะไม่มีที่จะเก็บแล้ว ซึ่งมันก็ช่วยให้เราเหลือของน้อยลงไปอีก 

สิ่งที่ยากที่สุดของเราในการทิ้งก็คือหนังสือ มันเป็นสิ่งที่เราคิดว่ามีคุณค่ากับเรามาก ๆ แม้ว่าช่วงหลัง ๆ เราจะกำจัดมันออกด้วยการเอาไปบริจาคที่ห้องสมุดแล้ว มันก็ยังเหลือหนังสือที่เรามีอยู่เยอะมาก ที่ยากที่สุดก็เป็นหนังสือธรรมะนี่แหละ ที่เราคิดว่าอยากจะอ่านมันในซักวันนึง แต่เอาจริง ๆ เราก็แทบไม่เคยมีเวลาหยิบมันมาอ่านเลย จนวันที่เราตัดใจเอาหนังสือธรรมะที่มีน่าจะ 90% ได้ ส่งไปบริจาคตามวัด และเรือนจำต่าง ๆ ที่เรารู้ว่าเค้าเปิดรับหนังสือธรรมะ ตอนที่เอาหนังสือธรรมะใส่กล่องมันก็รู้สึกเสียดายนะ แต่อีกใจก็รู้สึกว่ามันจะมีประโยชน์กว่านี้มากถ้ามันได้ช่วยคนอื่น 

หลังจากที่กำจัดหนังสือไปได้เยอะมาก ก็มาถึงพวกเสื้อผ้าที่เราก็เริ่มจะลดด้วยการจำกัดการมีเสื้อผ้าที่เราชอบใส่จริง ๆ เท่านั้น กางเกงยีนส์หลายตัวก็ตัดใจบริจาค แม้มันจะยังใหม่มาก แต่ด้วยความที่เราไม่เหมาะกับมันแล้วก็เลยบริจาคไปหมด เหลือแค่ตัวที่ใช้ประจำอยู่ 4 ตัว

นี่ก็พยายามจะจำกัดพวกรองเท้าที่เราว่ายังมีอยู่เยอะเกินไปลง ก็ยังตัดใจได้ลำบากเพราะเราก็พยายามหารองเท้าที่เราชอบและใส่สบายที่สุด แต่ก็ยังมีบางคู่ที่ยังอยากจะเก็บไว้อยู่ดี


เราไม่มี Brand Loyalty

ได้รับจดหมายข่าวจาก The Minimalists เรื่อง Brand Loyalty อ่านต่อที่เว็บ   เค้าบอกว่าเค้าไม่มีความจงรักภักดีกับแบรนด์ใดแบรนด์นึง เค้าเลือกใช้...