วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

อยากได้อะไรดูเค้ารีวิวใน YouTube ก็พอ

สมัยก่อนตอนที่ internet ยังช้า และ YouTube ยังไม่นิยมขนาดนี้ การซื้อสินค้าต่างๆ ก็จะต้องไปที่ร้านค้า แล้วพวกของเล่นต่างๆ มันก็แกะลองไม่ได้ด้วยนะ ต้องซื้อมาก่อนถึงจะมาแกะลองได้ ซึ่งบางทีซื้อมาแล้วก็ไม่เห็นมันจะเจ๋งตรงไหน

แต่สมัยนี้ที่ YouTube เป็นที่นิยมมากๆ ใครๆ ก็อยากจะเป็น YouTuber ที่ทำวิดีโอแล้วหารายได้ ก็เลยมีการทำ content ออกมาสารพัด ที่เราเห็นบ่อยๆ ช่วงนี้ก็จะเป็นการรีวิวสินค้านี่แหละ เพราะนอกจากจะได้ใช้แล้วก็ยังเอามาหารายได้ได้ด้วย

แล้วพวกของเล่นแพงๆ ก็จะมีคนชอบหาเอามารีวิว เพราะจะได้ยอดวิวเยอะ เนื่องจากเป็นของที่คนธรรมดาหามาครอบครองได้ยาก

แต่นั่นเรามองว่าเป็นข้อดีสำหรับเรามากๆ เพราะเรานี่หลังๆ ไม่ได้อยากจะสะสมอะไรแล้ว แต่ก็ยังอยากติดตามว่าเค้ามีของเล่นอะไรกันบ้างแล้ว เพราะบางทีก็จะเอาการ์ตูนสมัยเรามาทำใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ของเล่นสมัยนี้ดูสมจริงมากๆ

ซึ่งคนที่เค้าเอามาทำรีวิวก็จะชอบรีวิวกันอย่างละเอียดเลยด้วยนะ เล่ากันตั้งแต่ตอนแกะกล่องเลย ว่าเปิดมาจะเจออะไร แล้วก็มาประกอบให้ดู บางตัวที่ขยับได้ก็จะเอามาขยับให้ดูกันว่ามันทำท่าทางได้มากน้อยแค่ไหน

เราเห็นแล้วก็เออเจ๋งดีแฮะ ซึ่งได้ดูแค่นี้มันตอบโจทย์ของเราแล้ว ไม่จำเป็นต้องหาซื้อมาให้รกบ้านอีกต่อไป เพราะเราเชื่อว่า เดี๋ยวอีกซักพักมันก็จะมีตัวที่เจ๋งกว่านี้ออกมาอีก วนไปเรื่อยๆ แบบนี้ไม่รู้จักจบสิ้น

ใครอยากสะสมของเล่นลองหาคลิปรีวิวมาดูแบบผมก็น่าจะดีนะครับ ไม่ต้องไปซื้อหรอก เปลือง!

ซื้อเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

เพิ่งได้หนังสือที่สั่งซื้อจาก  Amazon.com มา เป็นหนังสือรวมผลงานของศิลปินชื่อ Kim Jung Gi ที่เราบังเอิญไปเห็นเค้าวาดรูปโชว์ในงานนึง แล้วมีคนถ่ายวิดีโอเอามาลง YouTube ไว้




เราดูแล้วก็รู้สึกทึ่งมากๆ จนตามไปดูผลงานและสัมภาษณ์เค้าอีกหลายคลิป จนหลงไหลในฝีมือของเค้า แล้วก็เกิดอยากดูต่อ อยากเก็บผลงานเค้าไว้ดู เลยนึกถึง Amazon.com ที่มีหนังสือเยอะมากๆ และก็มีจริงๆ หนังสือรวมผลงานของ Kim Jung Gi ที่หลายๆ เล่มก็แพงมากๆ เราก็เลยเลือกดูเล่มที่พอรับไหว แล้วก็กดสั่งซื้อเลยจ้า

แล้วยังไม่พอเนื่องจากว่าก่อนนี้เราก็มีหนังสือรวมผลงานที่อยากได้อยู่แล้วของ Toriyama Akira ผู้สร้าง Dragon Ball นั่นเอง แล้วก็แถมมาอีกเล่มเป็นของ Robert E. McGinnis ที่ดูแล้วก็สวยดีเหลือเกิน

พอวันนี้หนังสือมาถึงมือจริงๆ ความรู้สึกมันต่างออกไป เปิดดูแล้วก็เฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรแล้วแฮะ แถมเล่มของ Toriyama นี่มันเหมือนกับเล่มที่เรามีที่เค้าเอามาพิมพ์เป็นภาษาไทยเลยนี่หว่า!!!

วันนี้เลยได้บทเรียนว่าการที่เราจะตัดสินใจซื้ออะไรด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบนี่มันไม่ดีเลยจริงๆ คราวหน้าถ้าคิดอยากจะได้อะไรก็ควรจะรอดูอารมณ์ตัวเองไปอีกซักอาทิตย์นึงน่าจะดีกว่า

วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

รองเท้าลดราคา

วันก่อนไปเดินดูรองเท้า Furoshiki ที่เป็นรองเท้าวิ่งแบบ minimalist คือมันใช้การพับเหมือนผ้ามาหุ้มที่เท้าของเรา พื้นก็เป็น Vibram ด้วย ลดราคาจาก 3,900 บาทเหลือ 1,500 บาท

มันเป็นรองเท้าที่เราเคยเล็งๆ เอาไว้นานละ แต่มันแพงเลยยังไม่ได้ลองซักที จนวันนี้มีโอกาสได้มาลองดู ซึ่งพอลองแล้วก็รู้สึกว่ามันยังไม่ใช่รองเท้าที่เราจะเอามาใส่วิ่งแทนเจ้า Skora คู่โปรดได้

ลองใส่อยู่หลายสีมาก แต่มันก็ยังไม่ใช่ สุดท้ายก็ชั่งใจอยู่นาน แต่ก็ไม่เอา เพราะมันไม่จำเป็น

ช่วงหลังเราพยายามนึกถึงการที่เราต้องเสียพื้นที่ในการเก็บข้าวของพวกนี้ด้วย ทำให้ไม่อยากจะซื้ออะไรเข้าบ้านมากนัก ด้วยความที่แม่ก็กำลังจะขายบ้านสายสองด้วย ทำให้เราจะมีที่ในการเก็บข้าวของน้อยลงไปอีก

แต่นี่ก็ถือว่าเป็นข้อดีมากๆ เลย ที่จะทำให้เราตัดสินใจทิ้งหรือบริจาคของได้ง่ายขึ้น ;)

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

กาจาปอง

เมื่อวานไปเดินเจอกับตู้กาจาปองที่เค้าเอามาตั้งเรียงรายให้ได้เลือกซื้อ เมื่อก่อนเรานี่จะชอบมาก เพราะมันทำออกมาได้น่าเก็บสะสมเหลือเกิน

เมื่อวานไปเดินดูก็มีเผลอใจให้เหมือนกันนะ แบบตัวละ 50-100 บาท เท่านั้นเอง แต่ต้องลุ้นเอาหน่อย ว่าจะได้ตัวที่อยากได้ไหม แต่สุดท้ายพอคิดว่าจะเอาไว้ไหน มันก็ตอบคำถามนี้ไม่ได้ เลยต้องถอยออกมาตั้งสติว่านี่มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นเลยนี่นา

แล้วรับรองว่าความสุขที่ได้ครอบครองมันจะมีแค่ชั่วแว้บเดียวเท่านั้น พอมันมาอยู่ในมือเราแล้วความสุขมันก็จะค่อยๆ จางหายไปกลายเป็นความเคยชิน แล้วเราก็จะต้องทนทุกข์กับการที่ต้องหาที่วางมัน และถ้าวางเอาไว้ตรงที่มีฝุ่นจับด้วยนะ จะยิ่งทุกข์หนักกับการทำความสะอาดเลยล่ะ

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

โละข้าวของเพื่อเตรียมขายบ้าน

บ้านอีกหลังที่ตอนนี้ไม่มีคนอยู่แล้วกลายเป็นภาระที่ต้องเข้าไปดูแล แม่เลยตัดสินใจขาย ก็เลยทำให้ข้าวของต่างๆ ต้องถูกโละออกไป

พวกของต่างๆ ของเราตอนนี้ก็เหลือน้อยลงแล้ว แต่ยังมีอีกมากมายที่จริงๆ ก็ไม่จำเป็น แต่ก็เก็บไว้เพราะยังไม่รู้จะทำยังไงกับมัน ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องเลือกแล้ว หลายๆ อย่างเราก็เอาไปบริจาคที่มูลนิธิกระจกเงา แต่ก็ยังเหลือหนังสืออีกมากมาย ที่คิดว่าสุดท้ายไม่รู้จะเอาไปไหนจริงๆ ก็คงไปลงที่มูลนิธิกระจกเงาอีกนี่แหละ

แต่วันก่อนโชคดีที่มีมูลนิธิหลวงตาน้อยมาเปิดรับของบริจาคที่หน้าหมู่บ้าน เราก็เลยได้เอาตู้เย็นกับเก้าอี้อีกสองตัวไปบริจาคเรียบร้อย พอของใหญ่หายไปบ้านก็ดูโล่งขึ้นมากๆ

เดี๋ยวช่วงนี้ถ้าว่างเราก็ต้องเข้าไปจัดการของที่อยู่ในห้องเราให้หมดละ

เราไม่มี Brand Loyalty

ได้รับจดหมายข่าวจาก The Minimalists เรื่อง Brand Loyalty อ่านต่อที่เว็บ   เค้าบอกว่าเค้าไม่มีความจงรักภักดีกับแบรนด์ใดแบรนด์นึง เค้าเลือกใช้...