วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564

นาฬิกาที่บางเบาสุด ๆ กับไม่มีนาฬิกาเลย

 ก่อนหน้านี้เราพยายามหานาฬิกาที่บาง ๆ เบา ๆ มาใช้ ตอนนั้นได้ Skagen มาเป็นของขวัญ แฟนซื้อให้วันเกิด ก็ชอบกับความบางของตัวเรือนที่พยายามทำหลอกตาว่าบางมาก ๆ โดยใช้การทำขอบให้บาง แต่ตรงกลางเรือนหนาหน่อย แต่ด้วยความที่เป็นโลหะมันก็เลยหนักอยู่ดี

แล้วก็เปลี่ยนมาใช้ Smart Watch กับเค้าบ้าง เป็นเจ้า Amazfit Pace เปลี่ยนสายเป็นเซรามิคด้วย ก็เบากว่าเจ้า Skagen หน่อย แต่ก็ยังถือว่าหนักไปสำหรับเรา 

แล้วก็มาเปลี่ยนเป็นนาฬิกาสำหรับจับเวลายี่ห้อ Kalenji ของ Decathlon ที่เป็นสายพลาสติกซื้อมาใส่ตอนว่ายน้ำโดยเฉพาะ แต่ไป ๆ มา ๆ ชอบเพราะมันเบาและตัวเลขใหญ่มาก ใช้มาสองปีกว่าไม่เคยเปลี่ยนแบตเตอรี่เลย อึดมาก แต่สุดท้าย สายรัดนาฬิกามันขาด ก็เลยเลิกใส่ไปเลย 

แล้วก็มาพบว่า ต่อให้นาฬิกาที่เบาสุดๆ ก็ยังหนักกว่าการไม่ใส่นาฬิกาอยู่ดี ช่วงนี้เลยชินกับการไม่ใส่นาฬิกาไปซะแล้ว ยังไงเราก็ต้องถือมือถือที่มีเวลาให้ดูได้สะดวกอยู่แล้วนี่นา 

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564

คนอื่นมาทำของเราเสียหายไปบ้างก็ดีเหมือนกัน

 เพิ่งเสียแก้วน้ำใบสวยที่ชอบลวดลายที่แกะสลักลงไปบนเนื้อแก้วของมัน จากการที่แฟนพลาดทำถาดวางแก้วทั้งอันหล่นลงพื้น แก้วบนนั้นแตกกระจาย 

แว่บแรกที่รู้ว่าแก้วใบนี้แตกก็รู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน แต่เอาจริงๆ แก้วใบนี้ช่วงหลังเราก็ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ เพราะมันมีความบอบบาง จนเราก็รู้สึกว่าวันนึงมันก็คงต้องแตกแน่ๆ 

แก้วที่เราใช้บ่อยจริงๆ ช่วงนี้เป็นแก้วที่เป็นขวดใส่แยมมาก่อน เค้าออกแบบมาให้ใส่แยม แล้วพอเรากินแยมหมด เราจะได้แก้วน้ำ พร้อมที่รองแก้วจากฝาปิดขวดแยมมาด้วย เราชอบมากๆ 

ส่วนแก้วใบสวยที่แตก เรามาคิดดูอีกที เราว่ามันก็ดีนะ ที่มีคนมาจัดการทำมันแตกไป เราไม่ต้องเสียเวลามากังวลกับมันละว่ามันจะยังอยู่ดีไหม แถมช่วงหลังเราก็ไม่ค่อยได้ใช้มันเพราะมันไม่เหมาะกับใส่น้ำร้อน ใส่ได้แค่น้ำเย็นหรืออุณหภูมิปกติเท่านั้น เพราะมันไม่มีหูให้จับ 

หลังๆ เราก็ชงกาแฟร้อนกินแทบทุกวัน เราเลยใช้แก้วที่มีหูจับมากกว่า

เราไม่มี Brand Loyalty

ได้รับจดหมายข่าวจาก The Minimalists เรื่อง Brand Loyalty อ่านต่อที่เว็บ   เค้าบอกว่าเค้าไม่มีความจงรักภักดีกับแบรนด์ใดแบรนด์นึง เค้าเลือกใช้...