วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2565

วิธีสู้กับเงินเฟ้อแบบไม่ต้องเอาเงินไปลงทุน

 เราได้ยินกับเรื่องที่บอกกันว่าเราไม่ควรเอาเงินไปฝากธนาคารเพราะดอกเบี้ยที่ได้จะแพ้เงินเฟ้อ 

เช่นเรามีเงิน 1 ล้าน ฝากปีนึงจะได้ดอกเบี้ย 1% คือ 10,000 บาท(ก่อนหักภาษี) แต่ว่าราคาข้าวของที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3% ทุกปี เช่นเราเคยกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 40 บาท อีกซักพักก็จะขึ้นเป็น 45 บาท ทำให้เงินที่เราเก็บไว้ลดค่าลงเรื่อย ๆ

คนส่วนมากก็เลยคิดว่า ควรเอาเงินไปลงทุนจะดีกว่า เพราะมีโอกาสได้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า 3% 

แต่การลงทุนมีความเสี่ยง เราอาจจะเสียเงินต้นมากกว่า 10% ก็เป็นได้ 

เราเลยมาคิดว่ายังมีอีกทางที่ไม่ต้องเอาเงินไปลงทุนให้มันเสี่ยง แต่เป็นการลดการบริโภคลง เช่นจากเดิมกินวันละ 3 มื้อ เปลี่ยนมากินวันละ 2 มื้อ แค่นี้ก็จะลดค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารไปได้ 30% แล้ว แถมเรายังได้เวลาจากการที่ต้องเสียไปกับการคิด การเตรียม การกินอาหาร อีกด้วย

ดังนั้นวิธีนี้ก็น่าจะใช้สู้กับวิกฤตเงินเฟ้อได้อย่างสบาย ๆ เลยครับ

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2565

ความคิดชัดเจนขึ้นเมื่อข้าวของลดลง

 ช่วงนี้เรารู้สึกว่าความคิดของตัวเองชัดเจนขึ้น คือเราจะบอกได้เร็วขึ้นว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร อะไรควรเก็บอะไรไม่ควรเก็บ 

เหมือนกับการที่เราค่อย ๆ ทิ้งของต่าง ๆ ออกไป มันทำให้เราเริ่ม focus กับชีวิตได้มากขึ้น มันก็เลยเริ่มชัดเจนขึ้นทีละนิด ๆ ว่าอะไรที่สำคัญกับเราจริง ๆ แล้วอะไรที่เราไม่ควรไปให้ความสำคัญกับมัน 

มันช่วยลดเวลาในการตัดสินใจลงได้มาก เรามีเวลาเหลือมากพอที่จะมาคิดถึงสิ่งที่จำเป็นในชีวิต มีเวลาเอามาทำเรื่องที่จำเป็นกับชีวิตจริง ๆ  

เราหาของของเราในความมืดได้ไหม?

 พอดีว่าจำเป็นต้องหยิบของในความมืด ซึ่งก็โชคดีที่ของสิ่งนี้ของเรามันอยู่ในลิ้นชักซึ่งไม่ได้ลึกลับอะไร เลยหยิบได้อย่างถูกต้อง 

เราก็เลยมานึกดูว่า ถ้าเราจะสามารถหยิบของทุกอย่างที่เรามีได้ในความมืดได้ นั่นแสดงว่าของที่เรามีจะต้องวางอยู่ในที่ที่หยิบง่ายมาก ๆ เลย แล้วมันเป็นตำแหน่งที่เราวางเจ้าของสิ่งนั้นไว้ตรงนั้นอยู่เป็นปกติ เราก็จะรู้ทันทีว่ามันอยู่ตรงไหน แบบว่านึกออกได้อย่างรวดเร็วและเดินไปหยิบได้ทันที 

เราก็เลยคิดว่าจะตั้งเป้าหมายว่าของของเราที่มี เราจะต้องพยายามทำให้มันสามารถหยิบได้ในความมืด คือถ้ามันยังมีของที่เกินจำเป็นมันก็คงจะวางกีดขวางของอย่างอื่นจนทำให้หยิบได้ยากในความมืด

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565

แนะนำหนังสือ ลด โละ ละ 1: ยิ่งทิ้งยิ่งได้

 บังเอิญไปเจอหนังสือชื่อ "ลด โละ ละ 1: ยิ่งทิ้งยิ่งได้" ที่ Ookbee มา ก็เลยลองซื้อมาอ่านดู (ที่ Ookbee ตอนเราซื้อแค่เล่มละ 92 บาท ที่เว็บอื่นขาย 132 บาทนะ) 

เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องโดยใช้ตัวการ์ตูนในการเล่า ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นแล้วก็ยังสนุกด้วย

แนวคิดที่เราชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้ก็คือ กฎ 7:5:1 เป็นการแบ่งสัดส่วนการใช้งานในที่เก็บของแบบต่าง ๆ

1. ถ้าในที่เก็บแบบปิด เช่น ลิ้นชักต่าง ๆ เราจะเก็บของแค่ 7 ใน 10 ส่วน เหลือเอาไว้ 3 เพื่อให้หยิบของได้สะดวก

2. ถ้าเป็นที่เก็บของแบบเปิด เช่นบนชั้นหนังสือ เราจะเก็บแค่ 5 ส่วน ใน 10 ส่วน มันจะดูไม่แน่นเกินไปและหยิบได้สะดวก

3. ส่วนบนตู้โชว์ เราจะเก็บแค่ 1 ใน 10 ส่วนเท่านั้น เพื่อให้มันดูดี 


เรามาคิดดูมันก็น่าจะจริงนะ ตอนนี้หลาย ๆ ที่เก็บของของเรามันดูแน่นมาก ซึ่งเมื่อก่อนเราคิดว่ามันควรจะต้องเก็บให้คุ้มค่าพื้นที่น่าจะดี แต่เอาจริง ๆ ในการใช้งานมันก็หยิบของได้ยาก การจะเติมของลงไปก็ทำไม่ได้เลย ถ้าเหลือพื้นที่ว่างไว้บ้างก็น่าจะดีกว่า เดี๋ยวจะลองปรับมาใช้ดูบ้าง


ที่ชอบอีกเรื่องคือนิยามของ "ของสะสม" กับ "ของเก็บ" คือถ้าเป็นของสะสม เราก็จะต้องเก็บมันไว้อย่างดี มีกล่องใส่สวยงาม เราก็อยากจะเอามาโชว์ให้คนอื่นเห็นด้วย แถมเราจะศึกษาข้อมูลของมันมีการจัดเก็บข้อมูลอย่างดี มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักสะสมคนอื่น ๆ 

ถ้าเป็นของเก็บ เราจะเก็บมันแบบไม่ดีเท่าไหร่ บางทีก็จับใส่กล่องรวม ๆ กันไว้ และเราก็ไม่ได้รู้สึกภูมิใจถ้าคนอื่นจะมาดูของเหล่านี้

มาคิด ๆ ดู ของที่เราเคยคิดว่าเราสะสม จริง ๆ มันคือของเก็บทั้งนั้นเลย ไม่มีของชิ้นไหนที่เรารู้สึกว่ามันน่าจะเอาใส่ในตู้โชว์เลยนะเนี่ย

* * * มาอัปเดตครับ เพิ่งเจอว่าคนไทยสามารถเข้าไปอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ฟรีเลยครับ ที่ App TK Read หรือเข้าเว็บ https://read.tkpark.or.th/ จากนั้นสมัครสมาชิกแล้วเข้าไปยืม ได้เลยครับ ลด โละ ละ 1 * * *

เราไม่มี Brand Loyalty

ได้รับจดหมายข่าวจาก The Minimalists เรื่อง Brand Loyalty อ่านต่อที่เว็บ   เค้าบอกว่าเค้าไม่มีความจงรักภักดีกับแบรนด์ใดแบรนด์นึง เค้าเลือกใช้...