ผมเป็นคนชอบซื้อหนังสือเอามากๆ มีหนังสือเต็มตู้ ตอนซื้อแต่ละเล่มมานี่ก็อยากจะอ่านมากๆ แต่พอผ่านไปได้ซักพักก็อ่านได้ไม่ถึงครึ่งเล่ม
ตอนนี้หลังจากอ่าน The ONE Thing แล้วก็เลยเปลี่ยนมาอ่านไปทีละเล่ม มันทำให้ผมอ่านหนังสือจบได้ แม้ว่าเล่มมันจะหนาถึง 600 กว่าหน้า
ผมยังจำได้สมัยที่เริ่มต้นทำงานใหม่ๆ หลังจากเรียนจบ สมัยนั้นจะมีโปรแกรม Macromedia Flash ซึ่งตอนผมใช้มันจะเป็น version 4 แล้วในสมัยนั้นยังไม่มีคนเขียนหนังสือสอนการใช้โปรแกรมนี้ ผมก็เลยพิมพ์คู่มือออกมาจาก Help ของโปรแกรม แล้วก็อ่านมันอยู่นั่นแหละเล่มเดียว นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้รู้ถึงการใช้งานโปรแกรม Flash ได้ลึกซึ้งพอที่จะสร้างเกมออกมาได้เลยทีเดียว
แต่พอมาในยุคที่หนังสือออกมาเยอะมากๆ น่าอ่านไปซะทุกเล่ม แถมยังมี e-Book ที่เราสามารถดาวน์โหลดมาอ่านได้จากบนโทรศัพท์มือถือ มันก็สะดวกสุดๆ แต่สุดท้ายผมก็แทบอ่านไม่จบเอาเลยซักเล่ม
แต่นับจากนี้ผมจะลองค่อยๆ อ่านมันไปทีละเล่ม ไม่รีบไม่ร้อน ผมเชื่อว่าแม้ผมจะอ่านได้ไม่กี่เล่มในแต่ละปี แต่มันก็จะทำให้ผมไม่ต้องไปเปลืองเงินกับการซื้อหนังสือมาวางใส่ตู้ให้ฝุ่นจับอีกต่อไป
ตอนนี้หลังจากอ่าน The ONE Thing แล้วก็เลยเปลี่ยนมาอ่านไปทีละเล่ม มันทำให้ผมอ่านหนังสือจบได้ แม้ว่าเล่มมันจะหนาถึง 600 กว่าหน้า
ผมยังจำได้สมัยที่เริ่มต้นทำงานใหม่ๆ หลังจากเรียนจบ สมัยนั้นจะมีโปรแกรม Macromedia Flash ซึ่งตอนผมใช้มันจะเป็น version 4 แล้วในสมัยนั้นยังไม่มีคนเขียนหนังสือสอนการใช้โปรแกรมนี้ ผมก็เลยพิมพ์คู่มือออกมาจาก Help ของโปรแกรม แล้วก็อ่านมันอยู่นั่นแหละเล่มเดียว นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้รู้ถึงการใช้งานโปรแกรม Flash ได้ลึกซึ้งพอที่จะสร้างเกมออกมาได้เลยทีเดียว
แต่พอมาในยุคที่หนังสือออกมาเยอะมากๆ น่าอ่านไปซะทุกเล่ม แถมยังมี e-Book ที่เราสามารถดาวน์โหลดมาอ่านได้จากบนโทรศัพท์มือถือ มันก็สะดวกสุดๆ แต่สุดท้ายผมก็แทบอ่านไม่จบเอาเลยซักเล่ม
แต่นับจากนี้ผมจะลองค่อยๆ อ่านมันไปทีละเล่ม ไม่รีบไม่ร้อน ผมเชื่อว่าแม้ผมจะอ่านได้ไม่กี่เล่มในแต่ละปี แต่มันก็จะทำให้ผมไม่ต้องไปเปลืองเงินกับการซื้อหนังสือมาวางใส่ตู้ให้ฝุ่นจับอีกต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น